Season=Saison=Musim=मौसम=ฤดู

ปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของอากาศหรือกาลอากาศ การที่จะเกิดฝนตก พายุ หรือเมฆเต็มท้องฟ้านั้น จำต้องมีหลายสิ่งหลายอย่าง รวมกันเป็นต้นเหตุ สิ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของอากาศมี 4 อย่างด้วยกัน คือ
1. ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นลูกไฟดวงใหญ่ ดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่ให้ความร้อนแก่โลก ซึ่งมีทั้งพื้นดินและพื้นน้ำ ความร้อนจากดวงอาทิตย์ เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของอากาศ
2. โลกของเราหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดกลางวันซึ่งร้อน และเกิดกลางคืนซึ่งเย็นกว่า นอกจากนี้แล้ว โลกยังโคจรรอบดวงอาทิตย์ ด้วยระยะเวลาประมาณ 365 วัน (1 ปี) ต่อรอบการโคจรของโลกทำให้เกิดฤดูต่าง ๆ เช่น ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว
3. น้ำซึ่งเป็นแหล่งเกิดไอน้ำ พื้นโลกของเรามีน้ำอยู่มาก ความร้อนจากดวงอาทิตย์ จะทำให้น้ำระเหยเป็นไอน้ำ และลอยขึ้นไปในอากาศ เพราะฉะนั้นในอากาศจึงมีไอน้ำอยู่เสมอไม่มากก็น้อย
4. อากาศหรือบรรยากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคลื่อนตัวและหอบเอาไอน้ำไปด้วย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของอากาศ ตามธรรมดาเรามองไม่เห็นอากาศ แต่เรารู้สึกว่ามีอากาศ เมื่อลมพัดถูกร่างกายของเรา เราคงเคยเห็นแล้วว่า ถ้าลมแรงจริง ๆ ลมอาจจะพัดให้ต้นไม้หรือเสาไฟฟ้าล้มได้
สรุปได้ว่า ดวงอาทิตย์ โลก น้ำ (และไอน้ำ) และอากาศทั้ง 4 อย่างนี้ เป็นปัจจัยร่วมกัน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของบรรยากาศหรือกาลอากาศที่เกิดขึ้นทุก ๆ วัน ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน 4 อย่างนี้ ปรากฏการณ์ของอากาศจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การเกิดฤดูกาลต่างๆ ในโลกเรานี้ สามารถสังเกตได้จากการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ เนื่องจากวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์นั้นไม่ได้เป็นวงกลมพอดี ประกอบกับการที่โลกหมุนรอบตัวเองและแกนโลกเอียงเล็กน้อย ทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ ขึ้น
โดยทั่วไปการแบ่งฤดู สามารถแบ่งได้ตามเขตของซีกโลก โดยใช้เส้นศูนย์สูตรเป็นเส้นแบ่งในเขตอบอุ่นและเขตหนาวจะแบ่งออกเป็น 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ซึ่งโดยทั่วไป ฤดูในซีกโลกเหนือจะมีระยะเวลาดังนี้ วสันตฤดูหรือฤดูใบไม้ผลิ : ตั้งแต่ 21 มีนาคม ถึง 20 มิถุนายน คิมหันตฤดูหรือฤดูร้อน : ตั้งแต่ 21 มิถุนายน ถึง 21 กันยายน สารทฤดูหรือฤดูใบไม้ร่วง : ตั้งแต่ 22 กันยายน ถึง 21 ธันวาคม เหมันตฤดูหรือฤดูหนาว : ตั้งแต่ 22 ธันวาคม ถึง 20 มีนาคม
ในเขตร้อนและรวมถึงประเทศไทย จะแบ่งออกเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูแล้ง (ประกอบด้วยฤดูร้อนและฤดูหนาว) และฤดูฝน ซึ่งโดยทั่วไป ฤดูในซีกโลกใต้จะมีระยะเวลาดังนี้ ฤดูร้อน หรือ คิมหันตฤดู ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม, ฤดูฝน หรือ วัสสานฤดู ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม และ ฤดูหนาว หรือ เหมันตฤดู ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน

“หลายคนมักเข้าใจว่า”วสันตฤดู”คือฤดูฝน ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ “วสันต์” เป็นคำบาลีและสันสกฤตหมายถึงฤดูใบไม้ผลิ “วัสสานะ” เป็นคำบาลี ตรงกับคำสันสกฤตว่า “วรรษ” (อ่านว่า วัด หรือ วัด-สะ) แล้วไทยแผลงตัว ว เป็นตัว พ กลายเป็น “พรรษ” (หรือ “พรรษา”) หมายถึงฤดูฝน เพราะฉะนั้น ฤดูฝนต้องใช้ว่า”วัสสานฤดู” ไม่ใช่วสันตฤดู”
สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือจะมีฤดูทั้งหมดสี่ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวดังที่ได้กล่าวแล้ว ในการแบ่งฤดูของซีกโลกตะวันตกนี้ เราจะพบกับคำสำคัญ 4 คำ คือ 1) วสันตวิษุวัต 2) ศารทวิษุวัต 3) ครีษมายัน 4) เหมายัน
ซึ่งคำว่าวิษุวัต ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Equinox (อิควิน๊อกซ์) เป็นช่วงที่เส้นอิคลิปติค หรือเส้นระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ตัดกับเส้นศูนย์สูตรฟ้า ทำให้มีช่วงเวลา กลางวัน กับกลางคืน ยาวเท่ากัน โดยที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นใกล้จุดทิศตะวันออก และ ตกใกล้ จุดทิศตะวันตก มากที่สุด ในรอบ 1 ปี มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 2 วันในหนึ่งปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 มีนาคม ในภาษาอังกฤษเรียกว่า spring equinox เนื่องจากอยู่ในฤดูใบไม้ผลิจึงเกิดการสมาสคำเป็นคำว่า วสันตวิษุวัต เนื่องจาก วสันต หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ จึงเรียกฤดูนี้ว่า ฤดูใบไม้ผลิ หรือ “ฤดูวสันต์”
ส่วนอีกครั้งเกิดขึ้นในวันที่ 22 กันยายน ตรงกับช่วงฤดูใบไม้ร่วงโดยตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า autumnal equinox จึงใช้คำว่า ศารทวิษุวัต คำว่า ศารท สะกดอย่างคำสันสกฤต หรือ สารท สะกดอย่างคำบาลี นั้นหมายถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงนั่นเอง จึงเรียกว่า ฤดูใบไม้ร่วง หรือ “ฤดูศารท”
ครีษมายัน เป็นวันที่กลางวันยาวนานกว่ากลางคืน ส่วนครีษมายัน มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Summer Solstice (ซัมเมอร์ โซล-สะติส) ซึ่งตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน ดวงอาทิตย์จะอยู่สูงเลย เส้นศูนย์สูตรฟ้าไปทางทิศเหนือมากที่สุด (ดวงอาทิตย์อยู่สุดบนท้องฟ้า) ซึ่งเป็น วันที่กลางวันยาวนานที่สุดทางซีกโลกเหนือ ตรงกับฤดูร้อน “ครีษมายัน” อ่านว่า ครีด-สะ-มา-ยัน มาจากคำสันสกฤตว่า “ครีษมะ” ตรงกับคำบาลีว่า คิมหานะ หรือ คิมหันต์ แปลว่า ฤดูร้อน สนธิกับคำว่า “อายัน” แปลว่า การมาถึง คำว่า ครีษมายัน จึงแปลตรงตัวว่า การมาถึงฤดูร้อน ตรงกับคำว่า summer solstice ในภาษาอังกฤษนั่นเองและเรียกฤดูนี้ว่า “ฤดูคิมหันต์” หรือ ฤดูร้อน ในระหว่างนี้ ซีกโลกใต้จะเป็นฤดูหนาว
เหมายัน เป็นวันที่กลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน เหมายัน หรือ Winter Solstice (วินเทอร์ โซล-สะติส) ตรงกับ วันที่ 22 ธันวาคม ดวงอาทิตย์จะอยู่ต่ำกว่า เส้นศูนย์สูตรฟ้าไปทางทิศใต้มากที่สุด (ดวงอาทิตย์อยู่ต่ำสุดบนท้องฟ้า) ซึ่งเป็นวันที่กลางวันสั้นที่สุด ทางซีกโลกเหนือ ตรงกับฤดูหนาว ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจาก แกนเอียงของโลก 23.5 องศา กับแนวที่ตั้งฉากกับระนาบอิคลิปติค “เหมายัน” อ่านว่า เห-มา-ยัน มาจากคำบาลีสันสกฤตว่า “หิมะ” แปลว่า หิมะ อย่างที่เรารู้จักดีก็ได้ หรือแปลว่า ฤดูหนาว ก็ได้ สนธิกับคำว่า “อายัน” แปลว่า การมาถึง คำว่า เหมายัน จึงแปลตรงตัวว่า การมาถึงฤดูหนาว ตรงกับคำว่า winter solstice ในภาษาอังกฤษนั่นเองเรียกฤดูนี้ว่า “เหมันต์” หรือ ฤดูหนาว ซึ่งในซีกโลกใต้จะเป็นฤดูร้อน ตรงข้ามกัน
ดังนั้นประเทศในแถบซีกโลกเหนือบางประเทศอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา
ถือเอาวันวสันตวิษุวัต ซึ่งตรงกับวันที่ 21 มีนาคมเป็นวันเริ่มต้นของวสันตฤดูหรือฤดูใบไม้ผลิ
ถือเอาวันครีษมายัน ซึ่งตรงกับวันที่ 21 มิถุนายนเป็นวันเริ่มต้นของคิมหันตฤดูหรือฤดูร้อน
ถือเอาวันศารทวิษุวัต ซึ่งตรงกับวันที่ 22 กันยายนเป็นวันเริ่มต้นของศารทฤดูหรือฤดูใบไม้ร่วง
ถือเอาวันเหมายัน ซึ่งประมาณตรงกับวันที่ 22 ธันวาคมเป็นวันแรกของเหมันตฤดูหรือฤดูหนาว วันเหล่านี้ห่างกันประมาณ 3 เดือนพอดิบพอดี
อย่างที่บอกมาตั้งแต่ต้นว่า ประเทศซีกโลกเขตร้อนนั้นแบ่งฤดูออกเป็น 3 ฤดู แต่ที่ประเทศอินเดียมี การแบ่งฤดูกาลในประเทศอินเดียมีความแตกต่างจากการแบ่งฤดูกาลในประเทศไทย เนื่องจากลักษณะภูมิอากาศไม่เหมือนกัน และนอกจากนี้ในประเทศอินเดียเองยังมีการแบ่งฤดูที่แตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่และลักษณะ ภูมิอากาศอีกด้วย ฤดูในประเทศอินเดียว่า มีการแบ่ง ๒ แบบ
แบบแรก เป็นการแบ่งฤดูตามลักษณะภูมิอากาศของประเทศอินเดียทางภาคตะวันออกและภาคใต้ คือ แบ่งออกเป็น ๓ ฤดู ฤดูละ ๔ เดือน ได้แก่ ๑. เหมนฺต (เหมันต์) = ฤดูหนาว ๒. คิมฺหาน (คิมหันต์) = ฤดูร้อน ๓. วสฺสาน (วัสสานะ) = ฤดูฝน
ส่วนแบบ ที่ ๒ เป็นการแบ่งฤดูตามลักษณะภูมิอากาศของประเทศอินเดียทางภาคเหนือ คือ แบ่งออกเป็น ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือน ได้แก่ ๑. เหมนฺต (เหมันต์) = ฤดูหนาว ๒. สิสิร (สิสิระ) = ฤดูหมอกหรือน้ำค้าง ๓. วสนฺต (วสันต์) = ฤดูใบไม้ผลิ ๔. คิมฺหาน (คิมหันต์) = ฤดูร้อน ๕. วสฺสาน (วัสสานะ) = ฤดูฝน ๖. สรท (สารท) = ฤดูใบไม้ร่วง

จะเห็นได้ว่าการแบ่งฤดูกาลในประเทศไทยนั้นคล้ายคลึงกับการแบ่งฤดูกาลในประเทศ อินเดียภาคตะวันออกและภาคใต้ซึ่งอยู่ในเขตมรสุม คือ มี ๓ ฤดู ดังนั้น หากจะนำคำเรียกชื่อฤดูในภาษาบาลีสันสกฤตมาเทียบใช้แทนคำเรียกชื่อฤดูในภาษา ไทย ก็สามารถเทียบใช้ได้ดังนี้
เหมันต์ = ฤดูหนาว     คิมหันต์ = ฤดูร้อน     วัสสานะ = ฤดูฝน

ข้อมูลจาก : http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/pop_printer_friendly.asp?TOPIC_ID=912
http://lang4fun.blogspot.com/2005/02/blog-post_25.html
http://thaiastro.nectec.or.th/letters/aug99.html
http://www.vcharkarn.com/vcafe/59688/4
http://thaiedit.igetweb.com/index.php?mo=5&qid=214116
http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1036
ปล. เรื่องนี้เขียน draft ไว้นานเป็นเดือนแล้ว เนื่องจากอ่านเจอคำว่า “วสันตวิษุวัต” และ “ศารทวิษุวัต ในหนังสือแปลชุด “อินเดียนน่าโจนส์” จึงเกิดความสนใจ แต่เนื่องจากข้อมูลที่ได้มีหลากหลายรูปแบบ จึงเสียเวลาเรียบเรียงมาก จะเห็นได้จากรายการอ้างอิง แม้จะยาวมากไปหน่อยแต่ก็น่าสนใจ อดทนอ่านกันหน่อยนะจ๊ะ
ชื่อเรื่อง : คำแรกเป็นภาษาอังกฤษ คำที่สองเป็นภาษาฝรั่งเสศ คำที่สามเป็นอินโดนีเซีย คำที่สี่เป็นภาษาอินเดีย ส่วนคำสุดท้ายไม่ต้องบอกก็คงรู้กัน อันนี้หามากจาก Google Traslated ค่ะ เพราะอยากตั้งชื่อให้ดูเก๋ไก๋ สะดุดตาหน่อยจะได้มีคนอ่าน 😯


2 thoughts on “Season=Saison=Musim=मौसम=ฤดู

  1. ถึงจะซ่าหริ่ม แต่แหล่มว่ะ หลายฤดูน่าเอาไปตั้งชื่อลูก (คนอื่น) เพราะดี ยังไงก็จำไม่ได้ แต่จะจำว่าใครถามเรื่องนี้ พี่จะมาที่นี่ นึกถึงเพลงที่ขึ้นต้นว่า เหมันต์….. ส่วนเจ้า เห-มา-ยัน พี่จำว่า พวกกลางคืนชอบ เหมา-ยัน ได้ปล่าว อิอิ

  2. เหตุที่ต้องซ่าหริ่ม เพราะจะได้เห็นข้อแตกต่าง และไม่เบื่อเสียก่อนที่จะอ่านจนจบ ขนาดคน Edit Blog ยังใช้เวลาตั้งนาน เอาน่าอดทนอ่านเอาหน่อยนะ

Leave a Reply