ชวนอ่านหนังสือ: เมื่อภูเขาน้ำแข็งละลาย

book0011 ผู้แต่ง :  จอห์น พี คอตเลอร์ และ โฮลเจอร์ แรธเกเบอร์
ชื่อเรื่อง : เมื่อภูเขาน้ำแข็ง แปลจาก : Our iceberg is melting.
ผู้แปล : ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย
เลขหมู่ : HD58.8 ค54 2553
จอห์น พี คอตเลอร์ เป็นกูรูด้านความเป็นผู้นำและการเปลี่ยนแปลงแห่ง Harvard Business School   ส่วน โฮลเจอร์ แรธเกเบอร์ เป็นผู้บริหารที่มีความชำนาญ  ดังนั้น theme ที่หนังสือเล่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอวิธีการบริหารการเปลี่ยนแปลง จึงไม่ได้เป็นการนำเสนอวิธีการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงโดยตรง ที่อาจทำให้ผู้อ่านไม่สนใจที่จะติดตาม หรือจดจำได้  คอตเลอร์จึงใช้เรื่องเล่าผ่านการดำเนินชีวิตของสัตว์ (ในที่นี้คือเพนกวิน) เริ่มจากการกล่าวถึง กลุ่นเพนกวินจักรพรรดิกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่บนภูเขาน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา ใกล้แหลมวอชิงตัน มันบอกใครต่อใครว่าที่นี่เป็นบ้านของมัน และจะเป็นตลอดไป พวกมันเรียนรู้ในการพึ่งพาอาศัยกัน อยู่ใกล้ชิดกันเพื่อความอยู่รอด
พระเอกของเรื่องเป็นเจ้าตัวที่ชื่อ เฟรด เป็นสามี(เพนกวิน)ที่ดี เป็นพ่อ(เพนกวิน)ที่ดี ซึ่งเป็นตัวที่อยากรู้อยากเห็น และช่างสังเกต มันจึงศึกษาภูเขาน้ำแข็งและทะเล (ที่ทุกตัวคิดว่าเป็นบ้าน และไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้) มากขึ้น และแล้วมันก็รู้สึกวิตกกังวลกับสิ่งที่ได้เห็น คือ ภูเขาน้ำแข็งเริ่มแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ในภูเขาน้ำแข็งมีโพรงน้ำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการระเบิดของภูเขาน้ำแข็งเมื่อถึงฤดูหนาว   ชี่งมันเข้าใจว่าเป็นหายนะของเพนกวิน มันจึงเริ่มแจ้งให้ชุมชนเพนกวินรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยนำเสนอผ่านที่ประชุมของผู้นำในกลุ่มเพนกวิน ก่อนที่จะเสนอในสภา เฟรดก็ได้มีการหาผู้ที่จะยืนยันความคิดของเขาได้ คือ อลิซ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบผู้นำที่แข็งกร้าว แต่มองในแง่ของการปฏิบัติได้จริง มีความสามารถในการทำงานให้สำเร็จ และมีความใกล้ชิดกับชุมชนเพนกวิน ที่ผู้นำตัวอื่นๆ ไม่มี เฟรดพาอลิซไปดูโพรงน้ำแข็งที่เป็นปัญหา แต่พอนำเรื่องเข้าสภาจริงๆ  สมาชิกในสภากลับไม่มีใครสนใจ หาทางเลี่ยงปัญหาด้วยเหตุผลของตัวเอง
เฟรดจึงหาทางใหม่ โดยการสร้างโมเดลภูเขาน้ำแข็ง ขนาดสี่ฟุตคูณห้าฟุตและสร้างจากน้ำแข็งและหิมะจริง ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเพนกวินที่ไม่มีมือและนิ้ว แล้วเข้าสู่การประชุมสภาครั้งใหม่ แต่ก็ยังไม่สำเร็จเช่นเดิม   e0b980e0b89ee0b899e0b881e0b8a7e0b8b4e0b8991
เฟรดจึงเปลี่ยนวิธีการ โดยการเอาขวดแก้วที่พ่อของเขาพบ นำมาให้กลุ่มผู้นำดู แล้วอธิบายว่า มันแข็งเหมือนน้ำแข็งแต่ไม่ละลาย ถ้าเราเติมน้ำให้เต็มแล้ววางไวัในที่ลมเย็น แล้ววันต่อไปถ้าเราเห็นมันแตกละเอียดด้วยพลังของน้ำที่ขยายตอนมันแข็งตัว ก็ค่อยมาว่ากันใหม่ (เฟรดคิดว่า บางทีเราไม่ควรเร่งประชุม ในขณะที่ข้อมูลไม่พร้อม) เมื่อผลออกมาว่าขวดแตก เพนกวินทั้งหลายถึงกับช็อก เพนกวินที่เป็นประธานชื่อหลุยส์ ก็แต่งตั้งทีมฟันฝ่าอุปสรรคขึ้นมาโดยมีัคุณสมบัติของทีมแต่ละคน (ตัว) คือ
A. หลุยส์ ท่านผู้นำเปี่ยมประสบการณ์ อดทน หัวอนุรักษ์เล็กน้อย นิ่ง ได้รับความนับถือจากทุกคน ยกเว้นพวกวัยรุ่น ฉลาด (แต่ไม่ใช่ปัญญาชนตัวจริง)
B. อลิซ เน้นการปฏิบัติ เป็นคนเชิงรุก ทำงานเน้นผลลัพธ์ ไม่แคร์สถานภาพและปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน ยากที่จะคุกคาม (แต่ไม่ใช่ปัญญาชนตัวจริง)
C. บั๊ดดี้ หล่อ หน้าเด็ก ไม่มีความทะเยอทะยานแม้แต่น้อย ไว้ใจได้ มีคนชอบมาก (แน่นอนว่าไม่ใช่ปัญญาชนตัวจริง)
D. เฟรด ยังหนุ่มแน่น อยากรุ้อยากเห็นและมีความคิดสร้างสรรค์ ฝีปากดี ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินระดับความฉลาด
E. ตัวเราเอง (ศาสตราจารย์จอร์แดน) มีเหตุผลอย่างที่สุด อ่านเก่ง หลงใหลกับคำถามที่น่าสนใจ ไม่ใช่นกที่เข้าสังคม แต่ทำไมต้องการเป็นนกที่เข้าสังคม
ดังนั้น ถ้าท่านผู้นำเป็น A อลิซเป็น  B  บัดดี้คือ  C  เฟรด คือ D และศาสตราจารย์ คือ E  จากนั้น A+B+C+D+E เท่ากับกลุ่มที่แข็งแกร่ง
หลังจากตั้งทีมทำงานแล้ว ก็ได้มีการประชุมหาข้อมูล วางแผนสรุปว่า จะตั้งกลุ่มเดินทางเพื่อหาภูเขาน้ำแข็งแห่งใหม่ จนได้ภูเขาน้ำแข็งใหม่ ที่ชุมชนตกลงอยู่ร่วมกัน
จากการค้นพบของเพนกวิน พวกเขาสรุปการบริหารได้ดังนี้
1.สร้างสำนึกแห่งความเร่งรีบในชุมชนเพื่อรับมือกับปัญหาอันยากลำบาก
2. คัดเลือกกลุ่มที่รับผิดชอบเพื่อนำการเปลี่ยนแปลง
3. พบวิสัยทัศน์ ที่มีเหตุผล ต่ออนาคตที่ดีกว่า
4. สื่อสารวิสัยทัศน์เพื่อผู้อื่นจะได้ยอมรับและเข้าใจ
5. ขจัดอุปสรรคทั้งปวงเพื่อลงมือทำ
6.สร้างประเภทของความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
7. ไม่ผ่อนคลายจนกว่าวิถีชีวิตใหม่จะลงตัว
8. ดูให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่สยบด้วยประเพณีใหม่
ในรายละเอียดของหนังสือ ทำให้เห็นขั้นตอนการตัดสินใจกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งของกลุ่มผู้นำ และการสื่อสารกับชุมชนผู้ปฎิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ  สรุปว่ากลุ่มที่เป็นผู้นำในการจะนำพาองค์กรก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และเป็นไปด้วยความสงบสุขนั้น ทำอย่างไร..
ส่วนตัว…อ่านหนังสือแบบนี้ นอกจากได้ความรู้ตามวัตถุประสงค์ของหนังสือแล้ว ยังทำให้นึกไปถึงสมัยเมื่อตอนเรียนปริญญาตรี ในวิชา English Literature   เราต้องอ่านวรรณคดีภาษาอังกฤษเป็นเล่มๆ  ถ้าเพียงแต่อ่าน แปล ตามความหมายของคำ ก็คงไม่ยากเย็นนัก แต่อาจารย์สอนให้วิเคราะห์แบบลึกซึ้ง ว่าแท้จริงแล้ว ผู้เขียนแฝงอะไรไว้ ไม่ได้ต้องการเล่าเรื่องชีวิตของสัตว์แต่อย่างใด  เช่น  Call of the wild เป็นเรื่องของสุนัขที่ต้องการไปตามสัญชาติญานของความเป็นสัตว์ป่า (จำรายละเอียดเรื่องไม่ได้แล้ว) เห็นเด็กรุ่นใหม่ก็มีเรียน แต่มีฉบับแปลให้อ่านในชื่อ เสียงเพรียกจากพงพี ,   The Flies ยังจำได้ว่า The Flies เนี่ยยากมาก อ่านยาก วิเคราะห์ยาก เล่มใหญ่ แต่พออ่านเข้าใจแล้ว โดยมีครูแนะ จะสนุกมากและลึกซึ้ง ทั้งสองเล่ม เป็นการวิเคราะห์สัญชาติญานมนุษย์ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงใช้กลยุทธ์เดียวกัน ใช้พฤติกรรมสัตว์เป็นเครื่องชี้แนะ ให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกมากกว่าการอ่าน text ล้วนๆ

2 thoughts on “ชวนอ่านหนังสือ: เมื่อภูเขาน้ำแข็งละลาย

  1. พี่พัชน่าจะทำ Book Talk ได้ดีนะ ลองหาแนวร่วมจัดกิจกรรมบ้างสิพี่ วันก่อนที่มีโอกาสไปเสวนาเรื่องการอ่าน ในงาน Friends of the Library หลายคนเห็นด้วยที่จะให้มีกิจกรรมแบบนี้ วิจารณ์ วิพากษ์หนังสือตามแนวคิดของเรา
    หนังสือเล่มนี้ดังมาก เพราะคนเขียนเป็นเจ้าเรื่อง change management หนูเห็นหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกจากการอ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เรื่องการมององค์กรในอนาคต ผู้เขียนแนะนำให้อ่านเรื่องนี้ แล้วตามไปฟัง Kotter สัมภาษณ์ในยูทูบ เดาๆ มั่วๆไป ส่วนตัวเล่มยังไม่เคยอ่านค่ะ คนที่ชอบเพนกวินแนะนำให้ดูการ์ตูนเรื่อง Happy feet น่ารักดี

  2. ชวนใหญ่ กาญกับพี่ดวง อ่านอยู่เหมือนกัน แต่ความสนใจแตกต่างกันไป เรียกมา talk กันสงสัยจะไปกันคนละทางสองทาง ใหญ่อาจจะไปในแนวทางวิชาการเหมือนกัน ของกาญสงสัยจะไปทางธรรมะ ส่วนพี่ดวง โน่น สมุนไพร…หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วก็นึกถึงหน่วยงานของเรา ที่เริ่มขยับเปลี่ยนแปลง แล้วหน่วยงานจะมีวิธีการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้เหมาะสม การตั้งทีมหาภูเขาน้ำแข็งจะทำได้หรือเปล่า สภาจะตัดสินอย่างไรให้ชุมชนเห็นพ้องต้องกัน ดูอาการของเพนกวิน 3 ตัวนั้นแล้ว น่าจะใกล้เคียงกับคนที่กำลังอยู่ในภาวะนั้นจริงๆ ที่อาจจะทำให้ผู้บริหารเข้าใจถึงอาการของผู้คนได้ง่ายขึ้น
    ส่วนเพนกวินพี่ชอบเพนกวินใน Madacasgar ทั้งซ่า และฉลาด และสามัคคี กำลังรอซื้อ CD ตอนล่าสุด

Leave a Reply