
เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังภาคอีสาน ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ดิฉันได้เดินทางไปเกือบครบทุกจังหวัดของภาคอีสาน ขาดเพียงประมาณ 3-4 จังหวัดเท่านั้นที่ไม่ได้แวะ เป็นเพียงเมืองผ่าน ส่วนบางจังหวัดก็แวะบ่อย (เข้าห้องน้ำ) เพื่อเดินทางผ่านไปยังจังหวัดอื่นๆ
เมื่อดิฉันเดินทางผ่านมายังจังหวัดอุบลราชธานีก็อดไม่ได้ที่จะต้องแวะมาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อของจังหวัดอุบลราชธานีก็คือ ด่านช่องเม็ก เขื่อนสิรินธร เขื่อนปากมูล โขงเจียม แม่น้ำสองสี อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ นั่นเอง แต่ก็ยังเสียดายที่ไม่ได้ไปผาแต้ม เสาเฉลียง แก่งสะพือ ฯลฯ เนื่องจากมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัด
ดิฉันได้เก็บภาพบรรยากาศบริเวณแก่งตะนะ มาฝากเพื่อนๆ พร้อมกับการค้นหาประวัติความเป็นมาของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะมาเล่าสู่กันฟัง โดยถ่ายทอดมากจากหลักศิลาจารึกบริเวณแก่งตะนะจำนวน 2 หลัก หลักหนึ่งสลักเป็นภาษา… (ดิฉันไม่สามารถอ่านได้) ส่วนอีกหลักหนึ่งมีข้อความสลักเป็นภาษาไทย ซึ่งมีข้อความที่พอจะถอดได้ประมาณนี้ค่ะ
“แก่งตะนะได้รับการประกาศจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 50,000 ไร่ หรือ 80 ตารางกิโลเมตร อยู่ในพื้นที่ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม และตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้ชื่อว่า “แก่งตะนะ” ตามที่มีลักษณะเด่นของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ คำว่า “ตะนะ” แผลงมาจากคำว่า “มรณะ” เนื่องจากที่แก่งนี้เกิดอุบัติเหตุทางน้ำบ่อย มีผู้เสียชีวิตอยู่เป็นประจำ หรือจากพจนานุกรมฉบับเขมร-ไทย ฉบับพระยาอนุมานราชธน คำว่า “ตะนะ” มาจากคำว่า “ธน” อ่านว่า “เตนียะห์” หรือ “ตะเนียะ” ซึ่งมีความหมายว่า “ห้างที่พักอาศัยสำหรับคอยดักจับสัตว์น้ำที่มีอยู่ชุกชุมในบริเวณแก่งตะนะแห่งนี้ มีอาณาเขตทางด้านทิศเหนือจรดแม่น้ำมูล แม่น้ำโขง ทิศใต้จดนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศตะวันออกจดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศตะวันตกจดห้อยตาดโตน ลำโดมน้อย แม่น้ำมูล”
ซึ่งในปัจจุบันแก่งแห่งนี้ก็จะยังคงมีนักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตกันอยู่เป็นประจำ เนื่องจากในช่วงเทศกาลวันหยุดต่างๆ จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมา ก็มักจะมีการดื่มสุรา บ้างก็พากันไปกระโดดน้ำเล่น ณ จุดที่มีป้ายเตือนเขตอันตรายห้ามลงเล่นน้ำบริเวณนั้นๆ แต่นักท่องเที่ยวลงไปเล่นด้วยความคึกคะนอง ขาดสติ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเป็นเหตุให้ต้องจบชีวิต ณ แก่งตะนะ “มรณะ” แห่งนี้
สภาพพื้นที่โดยทั่วไปบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะแห่งนี้ มีลักษณะเป็นที่ราบสูงและเขาเตี้ยๆ มีแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขงไหลผ่านตามแนวเขตทางด้านทิศเหนือไปออกประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อลำน้ำมูลไหลมาพบดอนตะนะแล้วสายน้ำจะแยกเป็นสองสาย ไหลโอบทั้งสองด้านของดอนตะนะแล้วมารวมกันอีกครั้ง จากนั้นจึงไหลลงมาทางแก่งตะนะ ซึ่งมีโขดหินขนาดมหึมาเป็นเกาะกลางลำน้ำมูล กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากจะกัดเซาะลงในแนวโขดหินสูงราว 1 เมตร บ้างก็ไหลซอกซอนไปตามร่องหินและลานหินริมฝั่งมูล บริเวณแก่งตะนะแห่งนี้จะมีสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากและลึก อีกทั้งยังมีถ้ำใต้น้ำหลายแห่ง จึงทำให้มีปลามาอาศัยอยู่ชุกชุม ถ้าสังเกตเกาะกลางแก่งตะนะจะเห็นสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยมซึ่งสร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสยังล่าอาณานิคม เพื่อใช้เป็นเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือ บริเวณพื้นที่ราบริมแก่งตะนะจะมีโต๊ะฮ่องเต้ ซึ่งเป็นโต๊ะหินทรายที่มีขนาดใหญ่ กว้าง 2.25 เมตร ยาว 6.80 เมตร เป็นแผ่นหินธรรมชาติที่นำมาจากลำน้ำมูล เป็นจุดนั่งชมทิวทัศน์ของแก่งตะนะที่สวยงามมาก





สำหรับเพื่อนๆ กลุ่มที่กำลังจะเดินทางไปศึกษาดูงานยังภาคอีสานในเดือนกรกฎาคมนี้ หากมีโอกาสและมีเวลาเพียงพอก็อย่าลืมแวะไปสัมผัสบรรยากาศกันนะคะ