ฉลาดเฉลียว เป็นคำที่ใช่คู่กัน แต่ในความรู้สึกของตัวเองคือเฉลียวมันอีกนิดของความฉลาด แต่เป็นอีกนิดนึงที่ขาดไม่ได้
อ่านเรื่องราวคนที่เขียนเรื่องนี้บอกว่า ฉลาด สอนได้ แต่เฉลียวต้องเกิดจากตนเอง ประสบการณ์ และสัญชาตญาณ
ดูเหมือนโลกจะมีการถ่วงดุลย์กันอยู่ตลอดเวลา มีฉลาดก็ต้องมีเฉลียว มีคนสอนให้คิดแง่บวก ก็จะมีคนบอกว่าคิดแง่ลบเผื่อใจไว้บ้าง บ้างก็บอกว่าความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดี แต่ทำบางอย่างแบบไม่มั่นใจบ้างก็จะดี ตะก่อนพูดกันแต่เรื่อง IQ ต่อมาก็ต้อง EQ และตามด้วยสารพัด Q …. เอ๊ะ อย่างไรกัน
ความหมายของคำว่า เฉลียว เ็ว็บ http://www.thai2english.com/dictionary/1281493.html ได้อธิบายแบบถูกใจข้าพเจ้ายิ่งนักคือบอกว่า [to] suddenly realize ; suddenly recognise  คือชอบตรงคำว่า suddenly เพราะทำให้จินตนาการได้ว่ามันได้เกิดขึ้นในทันใดแบบไม่กระพริบตา
และยังแถมมาอีก 3 คำ ที่แปลว่า เฉลียวฉลาดคือ ingenuity esprit and shrewness
ขณะที่คำว่า clever เป็นศัพท์พื้นฐานที่หมายถึงฉลาด พักหลังๆ มักได้ิยินคนชมกันว่า smart ที่หมายถึง ฉลาด ที่เป็นความหมายเพิ่มอีกสักนิด ตามความเข้าใจว่า “เท่ห์ เก๋” เหลือหลาย
อย่าง smart phone ก็จะเป็นโทรศัพท์มือถือประเภทที่ชาญฉลาด ทั้งตัวเป็นทั้งมือถือใน แบบปกติ และยังฉลาดล้ำลึกจาสมารถดูหนัง ฟังเพลง ารถ่ายรูป ถ่าย Clip VDO รับ-ส่งข้อความทั้งแบบ SMS, MMS อีเมล์ อ่านไฟล์เอกสาร และ ฯลฯ
สามคำข้างต้นคือ  ingenuity esprit shrewness นั้นติดใจตรงคำว่า esprit อ่านว่า เอสปรี นะเจ้าคะ ไม่ได้อ่านว่า “เอสปริท” แต่อย่างใด
เหตุที่ติดใจเพราะบางเวลาชอบทำตัวเป็นสาวก (ตอนลดราคา) แบรนด์นี้ เพราะชอบคำแปล ที่แปลว่า “ปฏิภาณและก็เพิ่งทราบนี่แหละว่าแปลว่าฉลาดเฉลียว
logoimage_2787
การเห็น ค้นคว้า อ่าน  “คำ” ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ จะช่วยให้ตัวเรามีคลังคำ และดึงมาใช้มากขึ้น

ตอนนี้มาอยู่ที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ เราทำงานในด่านแรกถือเป็นโอกาสและเป็นกำไรของชีวิต เพราะหนังสือส่วนใหญ่จะผ่านตา มีชื่อเรื่องที่มีถ้อยคำที่เราไม่รู้จัก จึงชอบที่จะจดๆ ลงสมุดเอาไว้ เวลาว่างเมื่อไรก็จะไปค้นคว้า หรือเมื่อหนังสือจัดระบบส่งออกไปแล้ว เราก็จะไม่หลุด และยืมไปอ่านได้
สิ่งที่ชอบอีกอย่างหนึ่งคือ การอ่านป้ายโฆษณา ที่่ติดอยู่ตามที่ต่างๆ ทั้งในและนอกห้องสมุด นอกจากจะดูเรื่องคำแล้ว ยังชอบอ่านลีลาของการเขียน เพราะกว่าป้ายแต่ละจะผลิดออกมานั้นเชื่อว่าต้องผ่านกระบวนการคิดออกมาหลายตลบ จึงทำตัวเป็นผู้รับ “สาร” ให้ได้มากที่สุด ทั้งในเรื่อง สาระ และสุุนทรีย์

ทำเป็นเล่นไปเรื่องความฉลาดความเฉลีย ขนาดไอสไตน์ยังสอน http://mindmapthai.blogspot.com/2008/10/blog-post.html ดังนี้คือ
ไอสไตน์ถามนักศึกษาในห้องเรียนวันหนึ่งว่า “มีคนซ่อมปล่องไฟสองคนซ่อมปล่องไฟเก่าปล่องเดียวกันอยู่ พอซ่อมเสร็จ ทั้งสองตามกันออกมาจากปล่องไฟ ปรากฏว่า คนหนึ่งตัวสะอาด อีกคนตัวเลอะเทอะ เต็มไปด้วยเขม่า ขอถามหน่อยว่า คนไหนจะไปอาบน้ำก่อนกัน”
นักศึกษาคนหนึ่งตอบว่า “ก็ต้องคนที่ตัวสกปรกเลอะเขม่าควันสิครับ”
ไอสไตน์ พูดว่า “งั้นเหรอ คุณลองคิดดูให้ดีนะคนที่ตัวสะอาดเห็นอีกคที่ตัวสกปรกเต็มไปด้วยเขม่าควัน เขาก็ต้องคิดว่าตัวเองออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน ตัวเขาเองก็ต้องสกปรกเหมือนกันแน่ๆเลย ส่วนอีกคนเห็นฝ่ายตรงข้ามตัวสะอาดก็ต้องคิดว่าตัวเองก็สะอาดเหมือนกัน ตอนนี้ ผมขอถามพวกคุณอีกครั้งว่า ใครที่จะไปอาบน้ำก่อนกันแน่”
นักศึกษาคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า “อ้อ ! ผมรู้แล้ว พอคนตัวสะอาดเห็นอีกคนสกปรกก็นึกว่าตัวเองต้องสกปรกแน่ แต่คนที่ตัวสกปรก เห็นอีกคนสะอาด ก็นึกว่าตัวเองไม่สกปรกเลย ดังนั้นคนที่ตัวสะอาดต้องวิ่งไปอาบน้ำก่อนแน่เลย …..ถูกไหมครับ….”
ไอสไตน์มองนักศึกษาทุกคน ทุกคนต่างเห็นด้วยกับคําตอบนี้ แล้วค่อยๆ พูดขึ้นด้วยหลักการและเหตุผลว่า “คําตอบนี้ก็ผิด ทั้งสองคนออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน จะเป็นไปได้ไงที่คนหนึ่งสะอาดอีกคนหนึ่งจะสกปรก นี่แหละที่เขาเรียกว่า ‘ตรรก’ เมื่อความคิดของคนเราถูกชักนําจนสุดขั้ว ก็จะไม่สามารถแยกแยะและคิดถึงเหตุผลในเรื่องราวที่ถูกจูงให้คิดได้”
คำตอบที่ถูกต้องจะออกมาได้ ต้องใช้ ‘ตรรกที่ถูกต้อง’ ที่ประกอบด้วยทั้งความฉลาดและความเฉลียว เราจะหาตรรกได้ก็ต้อง กระโดดออกมาจาก “พันธนาการของความเคยชิน” หลบเลี่ยงจาก “กับดักทางความคิด” หลีกหนีจาก สิ่งที่ทําให้หลงทางจากความรู้จริง” ขจัด “ทิฐิแห่งกมลสันดาน” และ “สมมติฐานที่ผู้อื่นยัดเยียดให้”
จะเข้าถึง ตรรกที่แท้จริง ได้ก็ต่อเมื่อคุณสลัดหมากทั้งหมดที่คนเขาจัดฉาก วางล่อคุณไว้ ฉลาดอย่างเดียวจึงไม่พอ ต้อง “เฉลียวฉลาด”
จ้าประคุณเอ๊ยยย ขนาดอ่านฉบับพากษ์ไทยข้าพเจ้ายังมิสามารถเข้าถึงตัวท่านแม้สักกะนิด
1101991231_400

เราขอคารวะท่าน “ไอน์สไตน์”

Leave a Reply