ในที่สุดโปรเจ็ค ก ถึง ฮ ไม่เป็นไปตามกำหนดเวลา ทำให้แฟนนานุแฟนถามหาว่าจะเขียนจบเมื่อไร เอาน่าเมื่อไรก็เมื่อนั้น… ส่วนคุณพี่ติ๋วนั้นถึงกับของจองตัวอักษร อะไรหว่า น้องจำไม่ได้แล้วค่ะ
จึงขอก้มหน้าก้มตาเขียนต่อดีกว่า….
โฆษณามาจากภาษาอังกฤษว่า Advertise มีรากศัพท์จากภาษาลาติน  หมายถึง การหันเหจิตใจ รากศัพท์ของคำว่า โฆษณา มาจากภาษาสันสกฤตว่า “โฆษ”  ที่แปลว่ากึกก้อง ดังนั้น โฆษณา ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ หน้า ๒๗๓ ให้ความหมายไว้ว่า เป็น ก. เผยแพร่ข้อความออกไปยังสาธารณชน ป่าวร้อง ป่าวประกาศ เช่น โฆษณาสินค้า (กฏ) กระทำการไม่ว่าโดยวิธีการใดๆ ให้ประชาชนเห็นหรือรับทราบข้อความเพื่อประโยชน์ทางการค้า และยังใจดีอธิบายถึงคำว่า  โฆษณาชวนเชื่อ หมายถึง เผยแพร่อุดมการณ์หรือความคิดเห็นด้วยกลอุบายต่างๆ เพื่อโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นให้เห็นคล้อยตาม
ศ. ดร.กาญจนา  นาคสกุล  ราชบัณฑิต  ประเภทวรรณศิลป์  สาขาวิชาภาษาไทย สำนักศิลปกรรม ได้อธิบายความหมายของทั้งสองคำไว้ในเว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสถาน  http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=379 ดังนี้คือ
คำว่า โฆษณา (โคด-สะ-นา) กับ ประชาสัมพันธ์ มักจะมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน เพราะหน่วยราชการที่เดิมมีชื่อว่า กรมโฆษณาการ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น กรมประชาสัมพันธ์.
คำว่า โฆษณา แปลว่า ป่าวร้อง ป่าวประกาศ ใช้หมายถึง กระทำการอย่างใดให้คนทั่วไปได้เห็น หรือทราบข้อความ ทราบเรื่องราวที่ต้องการโฆษณา, เช่น โฆษณาให้รู้จักสินค้าหรือบริการต่าง ๆ
การโฆษณามักจะเสนอแต่สิ่งที่ดี เพราะมีจุดมุ่งหมายให้คนสนใจและต้องการซื้อสินค้าหรือบริการนั้น จึงมักมีการเชิญชวนประกอบด้วย. หากโฆษณาให้เชื่อหรือให้คล้อยตามด้วยกลอุบาย หรือวิธีการพูดที่อาจพลิกแพลงเป็นเล่ห์กล จะใช้คำว่า โฆษณาชวนเชื่อ.
คำว่า ประชาสัมพันธ์ หมายถึง ติดต่อสื่อสารกับประชาชนเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันถูกต้องต่อกัน. หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีการติดต่อกับประชาชนจะมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร หรือแนะนำให้ผู้ที่มาติดต่องานด้วยได้รับความสะดวก เป็นต้น.
คำว่า ประชาสัมพันธ์ มีความหมายตรงกับที่ในภาษาอังกฤษใช้ว่า public relations. กรมประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่แจ้งข่าวสารทั้งของรัฐบาลและของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ, รวมทั้งแจ้งเรื่องราวที่เกิดเป็นข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย.
คำว่า ประชาสัมพันธ์ อาจใช้หมายถึงคนที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ด้วย เช่น ลูกสาวเขาเป็นประชาสัมพันธ์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง.
ในงานของเราในห้องสมุดจึงต้องรู้จักว่าตอนไหนที่จะ “โฆษณา” เพื่อตีปิ๊บ ป่าวร้อง เชิญชวน  และช่วงไหนที่จะใช้ช่องทางของการ “ประชาสัมพันธ์” เพื่อสร้างความเข้าใจหรือแจ้งเรื่องราว ….เอ๊ะงงแฮะ
งานวิจัยหลายเรื่องในบทที่ห้ามักมีข้อเสนอแนะประมาณว่า ห้องสมุดขาดการประชาสัมพันธ์ หรือห้องสมุดควรมีการประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ หรือในดัชนีประกันคุณภาพของบางสำนัก ให้นับช่องทางการประชาสัมพันธ์ว่ามีกี่ช่องทาง
ส่วนในการทำงานก็หาวิธีการกันไป สร้างกันมาทั้งบนดิน บนฟ้าและในอากาศ  และยังเป็นหนึ่งใน KPI ของบางท่าน ในฐานะที่ตัวเองคิด  KPI นี้ขึ้นมา นอกจากคิดตามปัจจัยต่างๆ แล้ว KPI อาจจะช่วยให้ผู้รับผิดชอบไม่หลงลืมงานเล็กๆ ที่มีผลกระทบต่อหน่วยงาน
ห้องสมุดของเรามีช่องทางการสื่อสารมากมาย ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน คนที่มี KPI อาจต้องเป็นเจ้าภาพ ขณะที่ท่านอื่นอาจเข้าไปช่วยเสริมเติมแต่งในบางเวลา
ช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่เป็นสิ่งพิมพ์จะมีผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานที่รับผิดชอบแบบเบ็ดเสร็จทั้งทำเองกับมือ หรือหาทีมมาช่วย เช่น ลานจันทร์ อ่านเอาเรื่อง  การแนะนำหนังสือ หรือป้ายประกาศต่างๆ
ขณะที่ช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่เป็นแบบออนไลน์ต้องการการส่งต่อข้อมูลหรือดำเนินการด้วยตัวเอง เช่น การนำข้อมูลลงในเว็บไซต์ หรือ การเขียนลงบล๊อก  ซึ่งภารกิจแบบนี้ไม่มีใครสามารถบอกได้ทุกครั้ง การบอกครั้งแรกก็ควรจะเป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติในครั้งต่อๆ ไปให้เป็นนิจสิน
บางช่องทางสามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เช่น เฟสบุ๊คส์ หรืออีเมล์ ขณะที่การทำงานของเรายังเป็นเวลาราชการอยู่หรือไม่ คำถามที่ถามมาได้รับการตอบกลับเมื่อไร หรือส่งมาให้ช่องทางนี้ แต่บอกให้กลับไปใช้อีกช่องทางหนึ่ง ความรวดเร็ว ความสม่ำเสมอ อารมณ์ของการนำเสนอควรจะเป็นอย่างไร ฯลฯ

keep-in-touch

การมองเรื่องราวของการโฆษณาและประชาสัมพันธ์  เป็นเรื่องของมองในภาพรวม….. และเจ้าภาพต้องเข้มแข็งเพราะอ่อนแรงเมื่อไรก็แป๊กเมื่อนั้น

คำสุดท้ายเอาไว้เตือนตัวเองน่ะ!

Leave a Reply