ทายสิว่าหนังสือประเภทไหน ขายดีที่สุดในโลกตอนนี้ อ๊ะๆ ไม่ใช่ชิค-ลิท ที่เสนอเรื่องราวชีวิตขำๆ ฮาๆ แต่แอบเซ็กซี่เล็กๆ ของสาววัยทำงาน และก็ไม่ใช่ฮาวทูตามหาคนที่ใช่ในวันที่ถูก หรือใช้ชีวิตยังไงให้ประสบความสำเร็จในทุกด้านหรอกนะ เพราะแนวๆ นั้นน่ะ ถ้าไม่ใช่ตัวจริงเสียงจริง มือไม่เจ๋งจริง สถิติการขายก็ไม่ฟู่ฟ่าอยู่แล้ว
จากการสำรวจของประเทศอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาพบว่า ประเภทของหนังสือที่มีส่วนแบ่งตลาดโลกมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ แนว มิส-ลิท (Mis Lit) ที่ สามารถสร้างรายได้ทั้งจากยอดขายและค่าลิขสิทธิ์ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปีที่ผ่านมา ร้านหนังสือใหญ่หลายร้านถึงกับมีชั้นวางหนังสือแนวนี้โดยเฉพาะ
แล้วหนังสือแนวมิส-ลิท (Mis Lit) ที่ว่านี่คืออะไรกัน?
มิส-ลิท (Mis Lit) มาจากคำว่า Misery Literature ซึ่งก็คือ หนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวหรือประสบการณ์อันเลวร้ายที่บางครั้งก็ชวนให้หดหู่ แต่หลายครั้งก็ความหดหู่ก็แฝงให้เห็นแง่ที่หลากหลาย เพราะเรื่องราวในเนื้อหานั้นไม่ใช่จินตนาการ ทว่าเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายในชีวิตจริงของเจ้าของเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะถ่ายทอดผ่านตัวอักษรด้วยตัวเอง จริงๆ จะว่าไปแล้วกระแสนิยมหนังสือแนวนี้ก็มีมาพักหนึ่งแล้ว แต่มาแรงในช่วงปีนี้เอง
เจมส์ ดับบลิว เพนน์เบคเคอร์ ศาสตราจารย์ด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส วิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยาว่า การเขียนที่ถ่ายทอดประสบการณ์จริงอันหดหู่ซึมลึกนี้ถือเป็นการเยียวยาทางจิต ใจวิธีหนึ่งทั้งทางของผู้อ่านและผู้เขียน เพราะนอกจากผู้เขียนจะได้ค่อยๆ บำบัดตัวเองอย่างมีสติและบรรเทาความเจ็บปวด จนรู้สึกว่านี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในชีวิตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ผู้อ่านเองก็ได้รับรู้ประสบการณ์เพื่อเตือนตัวเองถึงการใช้ชีวิต และหลายคนยังบอกว่าอ่านจบแล้วก็รู้สึกช่างโชคดีเหลือเกิน จนต้องขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยปกปักรักษาไม่ให้เจอเรื่องเลวร้ายอย่าง นั้น
แต่ในอีกแง่หนึ่ง นำชีวิตมาเปิดเปลือยให้คนนอกได้รับรู้นี้ อาจกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ในชีวิตของคนเขียน เพราะคนใกล้ชิดอาจรับไม่ได้กับการถูกพาดพิง ผ่านมุมมองที่ผู้เขียนมองว่า ตนตกเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำ โดยที่คนที่เกี่ยวข้องไม่มีโอกาสได้อธิบายใดๆ ทั้งสิ้น
แครอล ทอนคินสัน จากสำนักพิมพ์ฮาร์เพอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า หนังสือแนวมิส-ลิทนี้ค่อนข้างจะกระทบใจและความรู้สึกของคนอ่าน โดยเฉพาะเรื่องราวของผู้หญิงและเด็กที่ถูดกดขี่ข่มเหงโดยเฉพาะเกี่ยวกับ เรื่องทางเพศ หรือเหตุการณ์สลดในประเทศโลกที่สาม จะว่าไปแล้วนี่ก็เปรียบเสมือนสารคดีชีวิต เพียงแต่ มิส-ลิทมีวรรณศิลป์ที่สร้างความสะเทือนใจได้มากกว่า
แต่ แครอล ซาร์เลอร์ จากนิตยสารไทมส์ มีมุมมองที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ เพราะเธอย้อนถามกลับมาว่า แน่ใจหรือว่า คนที่อ่านหนังสือแนวมิส-ลิท คือ คนที่พยายามทำความเข้าใจกับความเลวร้ายของสังคมจริงๆ อาจเป็นไปได้ว่านี่คือ ผลพวงจากสังคมแบบปากว่าตาขยิบ อยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวเลวร้ายหรือเรื่องต้องห้าม และมิส-ลิทนี่ล่ะ เป็นช่องทางที่จะตีแผ่มุมมืดเหล่านั้นอย่างชอบธรรม
ขณะที่ ปีเตอร์ แซ็กตัน จากวอเตอร์สโตน ไบโอกราฟฟี่ บายเออร์ ผู้ซื้อลิขสิทธิ์รายใหญ่ก็เห็นด้วยกับความคิดข้างต้น และกล่าวเสริมอีกว่า “ผมคิดว่าคนที่อ่านมิส-ลิทได้มากกว่า ความจริงจากสารคดีทั่วไป เพราะพวกเขาสามารถสร้างจินตนาการและมีความรู้สึกร่วมราวกับกำลังประสบ เหตุการณ์เดียวกันกับผู้เขียน”
“มิส-ลิทเป็นเสมือนนวนิยายเรื่องเยี่ยม ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริง” ซาร่าห์ ฟิชเชอร์ ตัวแทนซื้อขายลิขสิทธิ์จากเอเอ็ม เฮลท์อธิบาย ก่อนที่จะบอกอีกว่า
“ฮีโร่ในเรื่องราวมีชีวิต มีตัวตน และมีความเป็นคนที่แท้จริง ไม่ใช่ภาพที่ฟุ้งฝัน แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ภาษาที่สละสลวย เพราะส่วนใหญ่เป็นคำพูดที่ซื่อๆ ง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่ในความง่ายนั้นคือความงามของความจริงที่ครองใจคนอ่าน”
ที่สำคัญคือ มีหลายครั้งที่หน่วยงานรัฐในต่างประเทศ อาทิ กรมตำรวจ กรมสุขภาพจิต นำข้อมูลในเรื่องราวเหล่านี้ไปใช้ในการวิจัยด้านต่างๆ เพื่อหาทางทั้งป้องกันและปราบปรามโดยเฉพาะในคดีที่อ่อนไหวและเกี่ยวพันกับ สุขภาพจิตของผู้ถูกกระทำ
ข้อมูลจาก : http://movie.mthai.com
2 thoughts on “มิส-ลิท (Mis Lit) (1) : เรื่องจริงไม่อิงนิยาย”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
พี่ไม่ชอบอ่านหนังสือแนวนี้รวมถึงที่มีเนื้อหาสะท้อนชีวิตในแง่ลบค่ะ เรื่องสุดท้่ายที่อ่านคือหม้อที่ขูดไม่ออกของอัญญมณี เพราะผู้เขียนเขียนถ่ายทอดออกมาไดีมาก จึงรู้สึก “อิน” มากเกินไปจนอึดอัดแล้วก็หดหู่ มีความรู้สึกว่าอ่านแล้วจะทำร้ายจิตใจตัวเอง เลยเลิกอ่านโดยปริยาย แนวที่ชอบคือเรื่องเรื่อยๆ เปื่อยๆ แนวๆ เรื่องที่อ่านเมื่ออาทิตย์่ก่อนคือเด็กหญิงสู้เฟิน น่ารักดี ส่วนเล่มที่กำลังอ่านนี้หนักสมองอ่านประลองเชาน์มาสองเดือนแล้วยังไม่จบเลย….
อ้อก็เช่นกันค่ะ อ่านหนังสือประเภทนี้แล้วรู้สึกจิติใจมันหดหู่ เศร้าสร้อยไปกับเนื้อหา อาจเป็นเพราะเรามีความรู้สึกอ่อนไหวง่ายมั้งค่ะ ขนาดดูละครเรื่องไหนมีฉากเศร้ายังน้ำตาไหลพรากๆๆ เมื่อก่อนอายลูกๆ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอายแล้ว โดยเฉพาะรายการทีวีประเภทวงเวียนชีวิตอะไรประเภทนี้จะไม่ค่อยได้ดู ถ้าเจอจะเปิดผ่านไป ส่วนหนังสือบางชื่อเรื่องที่อ่านแล้วให้ความรู้ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ แต่บางเรื่องอ่านแล้วก็เอามาสอนตัวเองค่ะว่า ยังมีคนที่ลำบาก และมีความทุกข์มากกว่าเรามาก แต่จะเลือกอ่านนะค่ะ อ่านมากๆ กลัวเป็นโรคซึมเศ้รา