มีน้องๆ ถามความคิดเห็นการไปพบเห็นสิ่งใดแล้วนำมาใช้กับชีวิตของคน ว่ามีความความคิดเห็นอย่างไร…. อืมมม… น่าคิดนะ
นึกถึงคือคำว่า adopt และ adapt ขึ้นมาทันใด สองคำนี้พี่แมวมักใช้พูดบ่อยๆ ส่วนเราไม่ค่อยพูดแต่มักใช้เวลาเขียนหนังสือ และเชื่อว่าเป็นคำที่ทุกคนคุ้น ชิน และเข้าใจความหมาย…
และบังเอิญอีกนั่นแหละในช่วงที่กระแส แพลงกิ้งมาแรง และได้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เมื่อ 23 มิถุนายน 2554 เรื่อง “ทฤษฎี 3 A”รับไม่อั้น “เห่อตามแห่” ขนานแท้…ต้อง”ไทย” จากที่นี่ http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=23&contentID=146769
จึงได้มีโอกาสได้อธิบายกับคนถาม และเห็นว่าน่าจะเอามาเขียนบอกเล่าตามความเข้าใจของตัวเองให้ได้อ่านกัน
ทฤษฎีที่ว่านี้เป็นการให้สัมภาษณ์ของดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยา ที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ระบุว่า… นี่ก็เป็นการ สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมที่มีลักษณะเฉพาะบางด้านของคนไทย ออกมา ซึ่งเป็นลักษณะที่ชาวต่างชาติรู้ และก็ระบุว่า….. เป็นเอกลักษณ์พิเศษที่ปรากฏในกลุ่มคนไทย!! เอกลักษณ์พิเศษหรือลักษณะเฉพาะบางด้านของคนไทยที่ว่า เป็นลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณ์พิเศษที่เรียกว่า “ทฤษฎี 3 A” ประกอบด้วย…..
A ตัวแรก คือ “อะดอพท์ (Adopt)” หรือการที่สามารถจะ ‘รับได้ทุกอย่าง” ซึ่งหมายความว่า คนไทยสามารถที่จะรับรู้ และรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในวิถีชีวิตและในสังคม ได้ทุกสิ่ง ได้ทุกอย่าง ได้ทุกเรื่อง
A ตัวที่สอง คือ “อะแดพท์ (Adapt)” หรือการที่สามารถจะ ‘ปรับให้เข้ากัน” ซึ่งหมายความว่า ลักษณะนิสัยของคนไทยนั้น นอกจากจะมีการยอมรับหรือรับเอาสิ่งใหม่ ๆ ต่าง ๆ เข้ามาในวิถีชีวิตได้ง่ายแล้ว ก็ยังสามารถที่จะมีการนำความรู้หรือสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามานั้น มาทำการปรับปรุง ดัดแปลง ให้เข้ากับชีวิตมากขึ้น
A ตัวที่สาม คือ “แอซซิมิเลท (Assimilate)” ที่แปลว่า ซึมซาบ ลอกเลียน ทำให้เหมือน ซึ่งหมายถึงการ ‘กลืนหาย” โดยนอกจากจะรับเข้ามา และนำมาปรับแล้ว ลักษณะนิสัยของคนไทยอีกลักษณะหนึ่งคือ นำสิ่งใหม่ ๆ ที่รับเข้ามานั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตปกติ หรือทำจนเป็นเรื่องธรรมดา หรืออาจกลายเป็นวัฒนธรรม… เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ จึงมักมองและรับสิ่งต่าง ๆ ในด้านบวกตลอด ซึ่งบางครั้งก็เป็นการรับง่ายเกินไป รวดเร็วเกินไป เป็นลักษณะของการรับเข้ามาแบบ ’ผิวเผิน-ฉาบฉวย“ และมัก ’ขาดการศึกษาค้นคว้าถึงที่มาที่ไป“ อย่างจริงจัง (ที่เหลือโปรดอ่านเอง ตาม link ที่ให้ไว้)
ขณะที่กำลังพูดเรื่อง 3A อย่างเมามัน สังเกตุว่าคนฟังเริ่มคิ้วย่น เนื่องจากดิชั้นเริ่มลิ้นรัว พูดวนไปวนมา … จึงบอกว่า ไปหาอ่านเอา คิดตาม และสังเกตสิ่งรอบกายเพื่อพิสูจน์ทฤษฏี ไม่ใช่ฟังแค่แล้วบอกว่ารู้แล้วๆๆๆ จะไม่ดีต่อตัวเองเพราะพวกเราทำงานอยู่ในองค์กรใฝ่รู้ใฝ่เรียน
แต่ปล๊าววว แทนที่จะไปให้พ้น ดั๊นมีคำถามกลับมาอีกว่า…
“แล้วไงต่ออ่ะพี่” “แล้วมันดีหรือไม่ดีอ่ะพี่” “แล้วเราควรใช้ A ตัวไหน อ่ะพี่” “แล้ว A ตัวไหน น่าใช้กว่า A ตัวไหน” “แล้ว A ตัวไหนไม่น่าใช้ อ่ะพี่” ฯลฯ
ปวดหัววุ๊ยส์ ถ้าเอ็งๆๆๆ อยากรู้คงต้องไปเรียนต่อจิตวิทยาโน่นนนนน แต่ที่รู้และแน่ใจตอนนี้ก้อคือกรุณาไปอ่านเรื่อง วัฒนธรรมองค์กร เพิ่มเติม เข้าใจ๋……
แล้วเป็นไง….. (ไม่น่าบอกเล้ย )
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 จากความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” ว่า “พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิต สร้างขึ้นด้วยกัน เรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน”
ดังนั้นคำว่าวัฒนธรรมองค์กร เธอๆ ก็นำคำว่า พวกเรา ไปแทนคำว่า องค์กร แล้วก็นำคำว่า พวกเรา ไปแทนที่คำว่า คนและตน ก็คงแบบนี้ละม้างงง….
