เรือ “ซากรืซ” (Sagres) เป็นเรือสัญชาติโปรตุเกส ที่มาเยือนไทย แล้วจะถอนสมอไปยังสิงคโปร์ จากนั้นแวะจอดอีกหลายประเทศ ก่อนกลับสู่กรุงลิสบอน ในวันที่ 23 ธันวาคม อันเป็นการเสร็จสิ้นการเดินทางอันยาวไกล 36,000 ไมล์ทะเล รวมเวลา 11 เดือน
โปรตุเกสมีความสัมพันธ์กับไทยครบห้าร้อยปีในปี 2554 ถือเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยา หลังจากที่ วาสโก ดา กามา เดินทางมาดินแดนตะวันออกแล้วเห็นว่าทางตะวันออกมีสินค้าที่ทางตะวันตกต้องการมากมายซึ่งจะนำผลกำไรมาให้
ต่อมาโปรตุเกสแล่นเรือไปยังมะละกาและต้องการมะละกาไว้เป็นสถานีการค้าและ เผยแผ่ศาสนาคริสต์ แต่มะละกาเป็นเมืองประเทศราชของอยุธยา โปรตุเกสจึงส่งเฟอนันเดส เป็นฑูตถือหนังสือของ อัลฟอนโซ อัลบูเกิร์ก มาทูลขอเมืองมะละกาจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
ต่อมาคณะฑูตไทยเดินทางไปถึงมะละกาเพื่อนำพระราชสาสน์จากสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 2 ไปให้ อัลฟอนโซ อัลกูเกิร์ก และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และโปรตุเกสได้แต่งตั้งให้ คูร์อาเต โกเอโย เป็นราชฑูตเข้ามาทำสัญญาพระราชไมตรีกับอยุธยา สัมพันธไมตรีระหว่างอยุธยาและโปรตุเกสเป็นไปด้วยดี กษัตริย์อยุธยาทรงอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสตั้งห้างค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด อยุธยาจึงได้รับประโยชน์จากโปรตุเกสหลายประการ เช่น ชาวโปรตุเกสเข้าเป็นทหารอาสา ฝึกสอนการใช้ปืนไฟ ฝึกกลยุทธการรบ
ในสมัยพระเจ้าไชยราชาธิราช ทหารโปรตุเกสได้ปฏิบัติความชอบในศึกเมืองเชียงกราน พระองค์จึงทรงตอบแทนโดยอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งภูมิลำเนาในพระราช อาณาจักรได้รัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นระยะที่กรุงศรีอยุธยาสงบสุข ดังนั้นไทยจึงฟื้นฟูประเทศให้รุ่งเรือง สมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถทรงส่งคณะฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับโปรตุเกส
ในขณะเดียวกันก็ทรงมีสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติอื่นๆในขณะเดียวกันประเทศที่เป็น คู่แข่งสำคัญของโปรตุเกสคือฮอลันดา ทั้งนี้เนื่องจากโปรตุเกสเข้าร่วมกับสเปนและขณะนั้นสเปนไม่ถูกกับฮอลันดาจึง เป็นสาเหตุให้โปรตุเกสพลอยเป็นศัตรูกับฮอลันดาไปด้วย โปรตุเกสพยายามจะแข่งขันกับฮอลันดา โดยโปรตุเกสได้ให้บาทหลวงฟรานซิสโกเดินทางเข้ามาติดต่อกับอยุธยา เรื่องการค้าและเสนอให้กษัตริย์อยุธยาขับไล่ฮอลันดาออกจากอยุธยา แต่กษัตริย์อยุธยาไม่เห็นด้วย เพราะให้ความเสมอภาคแก่ชาวต่างชาติเสมอเหมือนกันการแข่งขันระหว่างโปรตุเกส กับฮอลันดาเริ่มลุกลาม โดยโปรตุเกสไปยึดเรือของฮอลันดาไว้และไทยได้ไกล่เกลี่ยจนตกลงกันได้แต่ โปรตุเกสก็ยังก่อการเช่นเดิมหลายครั้ง
จนในสมัยพระเจ้าทรงธรรมเหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ โปรตุเกสไม่ราบรื่นและห่างเหินกัน จนกระทั่งของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีนโยบายสนับสนุนการค้า และติดต่อกับต่างประเทศ สัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับโปรตุเกสจึงได้ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง
มรดกทางวัฒนธรรมของโปรตุเกสในสมัยอยุธยาที่สืบเนื่องมาถึงสมัยปัจจุบัน คือการสถาปนา คริสตศาสนานิกายคาทอลิกในราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้สตรีชาวโปรตุเกสได้นำขนมประจำชาติมาเผยแผ่จนเป็นที่นิยมในราชสำนัก
โยมาดามมารีกีมาร์ หรือชื่อไทยว่าท้าวทองกีบม้าซึ่งเป็นภรรยาของออกญาวิไชเยนทร์ ต่อมาเป็นผู้ควบคุมเครื่องเสวยของกษัตริย์อยุธยา
ท้าวทองกีบม้าได้เป็นต้นตำหรับของขนม ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองพลุ ทองโปร่ง และขนมผิง (ขนมหม้อแกงเดิมเรียกขนมกุมภมาศหรือขนมหม้อทอง)
มีข้อน่าสังเกตุประการหนึ่ง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับโปรตุเกส คือ ถึงแม้ชาวโปรตุเกสไม่ได้รับผลสำเร็จทางการค้าในราชอาณาจักรไทย แต่กลับปรากฎว่าชาวโปรตุเกสมาตั้งรกรากและสมรสกับสตรีไทยเพื่อเผยแผ่ศาสนา และหลังจากรัชสมัยพระเทพราชา ชาวต่างชาตือื่นๆจะอพยพออกจากไทย แต่ชาวโปรตุเกสก็ยังอยู่
แม้กรุงศรีอยุธยาจะไม่ได้เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการค้า ชาวโปรตุเกสก็ยังคงอยู่ต่อไป จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และปัจจุบันยังมีหมู่บ้านชาวโปรตุเกส อยู่ที่ จ. พระนครศรีอยุธยา (http://www.samsenwit.ac.th/e-book/social/pongsri/p07/potuge2.htm)
ซากรืช เป็นเรือฝึกของกองทัพเรือโปรตุเกส ได้ชื่อว่าเป็นเรือใบที่สวยที่สุดในโลกลำหนึ่ง ลักษณะเป็นเรือใบสามเสา ตัวเรือยาว 90 เมตร ต่อเมื่อปี พ.ศ.2480 โดยอู่ต่อเรือบริษัท โบลห์ม แอนด์ วอสส์ ประเทศเยอรมนี และได้มาเป็นเรือชักธงแสดงสัญชาติโปรตุเกสเมื่อปี พ.ศ.2505
ภารกิจของเรือลำนี้คือใช้สำหรับการฝึกภาคทางทะเลและฝึกอบรมลักษณะผู้นำใน อนาคตของนายทหารเรือโปรตุเกส นอกเหนือจากการศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่โรงเรียนนายเรือ ความโดดเด่นของเรือซากรืช คือการชักใบและบังคับขับเคลื่อนด้วยกำลังคนเป็นหลัก แทนการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งนัยหนึ่งเป็นการสืบสานประเพณีการเดินเรือแบบดั้งเดิมของประเทศที่เคยมี อดีตเป็นนักผจญภัยและเกรียงไกรด้านการเดินเรือ และเพื่อให้นักเรียนนายเรือได้เรียนรู้การเดินเรือและรู้จักท้องทะเลอย่าง ถึงแก่น นอกจากนี้ ซากรืชยังเป็นเหมือนโรงเรียนชีวิตให้เหล่านักเรียนนายเรือ ได้ฝึกพัฒนาความเชื่อมั่นในตัวเอง ความกล้าหาญ ความเด็ดเดี่ยวและศักยภาพในการตัดสินใจ ซึ่งแน่นอนว่าคุณสมบัติเหล่านี้คือสิ่งที่กองทัพเรือทุกแห่งแสวงหาในตัวของผู้นำ
หน้าที่สำคัญของเรือซากรืชอีกอย่างคือ การเป็นทูตสัญจรของโปรตุเกส ลอยลำไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศในโอกาสสำคัญๆทางประวัติศาสตร์ทั่ว โลก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า สำหรับชาติที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเพราะความเก่งกล้าเรื่องการเดินเรือ เมื่อครั้งอดีตนั้น คงไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นตัวแทนของโปรตุเกสได้ดีเท่านี้ ดังนั้น ไม่ว่าจะไปยังที่แห่งใด เรือซากรืชจึงถูกมองเสมือนเป็นทายาทของ วาสโกดากามา และเหล่านักเดินเรือสำรวจท่านอื่นๆของโปรตุเกส และนอกจากจะเต็มไปด้วยความหมายทางประวัติศาสตร์มากมายแล้ว ซากรืชยังได้ชื่อว่ามีความทันสมัยในแง่ของความเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม โดยได้รับรางวัล”บลู แฟลก” เป็นเครื่องการันตีเมื่อปีที่แล้ว (http://www.komchadluek.net)
เมื่อวานลาพักร้อนไปลากพี่น้องลูกหลานไปดูกัน ยอดตองประกาศว่าแม่ให้เป็นไฟท์บังคับ ไปถึงท่าเรือคลองเตยปั้บฝนเทลงมาปุ๊บ ไม่มีทีท่าว่าจะหาย เลยพร้อมใจกับคืนอื่นปีนกะไดขึ้นไปดู
ที่ยกได้เรียกว่า กะได ส่วนติดแน่นเรียกว่า บันได
กว่าจะปีนไปถึงเปียกกันมะล่อกมะแล่ก แถมยังต้องยืนแกร่วกางสายฝน โดยที่ร่มไม่ช่วยอะไรได้เลย พอลงมาเห็นป้ายบอกว่ามีพิธีส่งเรือตอนสองโมงครึ่ง มีหรือจะพลาดโอกาสอันดีนี้ ยกเลิกนัดทั้งหมด ด้วยเหตุผลสยามกับพารากอนไปเมื่อไรก็ได้
ส่วนไอ้คุณเพื่อนที่ทำงานอยู่การท่าเรือป่วยหนัก ไม่สามารถถ่อสังขารออกมาได้ ได้แต่โทรมาบอกว่าถ่ายรูปให้ดูด้วย ส่วนอีกสองสามคนงานเข้าแบบปัจจุบันทันด่วน สรุปว่าคนที่นัดไว้อดกันทั่วหน้า อิอิ สู้เราไม่ได้
เพราะนั่งปักหลักรับทาน รอเวลา แล้วฝนก็หายสนิท ทาหรเรือมาบรรเลงเพลง ท่านทูตโปรตุเกสมาส่ง
สักพักเห็นทหารเรือปีนไปบนเสากระโดงเรือเพื่อเตรียมกางใบ น้องเต็มบอกว่าเหมือนในหนังเลยน่ะแม่ กะไดค่อยๆ ยกขึ้นไป แล้วเรือก็ออกจากท่า ขณะที่ใบค่อยๆ กาง พอถึงร่องน้ำ กลับลำมุ่งหัวเรือไปทางปากน้ำ เห็นใบเรือกาง โห…น้ำตาไหล เป็นบุญตาจริงๆ คนรอบๆ ตัวเฮดังลั่น มือก็โบกลาไหวๆ นิ้วกดชัตเตอร์กันตลอดเวลา ของเราเอากล้องไปสาม รวมแล้วน่าจะถึงหลักพัน สวยงามจริงๆ
ขากลับน้องเต็มเล่าเรื่องท้าวทองกีบม้าให้ฟัง จากในหนังสือที่เคยอ่าน ดีนะที่ลูกเชื่อมโยงได้
เลยเอารูปมาฝากทุกคนค่ะ ส่วนใครจะดูฉบับเต็มจะมาดูหรือมาเอาไฟล์ไปดูก็ได้ค่ะ
