เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (13 ตุลาคม) มีนัดตอนเย็นว่าจะไปดูเรือซากรีสรอบค่ำ ที่ท่าเรือคลองเตย แต่ฝนราชการท่านมาตรงตามเวลา 16.30 น. จึงนั่งเซ็งเพราะต้องเอวังกับภารกิจนี้ เลื่อนไปเป็นวันรุ่งขึ้น
หลังจากที่นั่งไปนั่งมาก็มาคนส่งสายตาปิ๊งๆ บอกว่าไปกินกัน
เรื่องกินมีหรือจะพลาด เพราะกะลังหิวได้ที่ ลูกเล็กเด็กแดงพากันไปโหม้ด ระหว่างนั่งรถคนอื่นถามว่าใครไปบ้างวะ ต่างสั่นหัวดุ๊กดิ๊กว่าไม่รู้
แหม… ไปถึงประหนึ่งไปกันโดยมิได้นัดหมาย พอมาวันนี้มีคนแซวว่าทำไมไม่ชวนกันเลย บอกว่าแบบฉับพลัน สายฟ้าแล่บ น่ะเพ่ !
พอท้องร้องๆ ก็เริ่มบทสนทนาว่าแล้ว “เจ” หรือ “ชอ” ก็น่านนะสิ ในรถมี 6 เป็นอย่างละครึ่ง เอาละวา!
หัวโต๊ะเป็น “ชอ” ถัดไปเป็นเจ พอมีคนมากขึ้น ท้ายโต๊ะจึงเป็น “ชอ” สรุปว่า “ธรรมมะ” อยู่ตรงกลาง “อธรรม” ขนาบหัวท้าย
พอไปถึงแล้วหน้าไม่คุ้นกันเลย เพราะไม่ค่อยจะได้มองหน้ากัน (เอิ๊กๆ …. เมาน้ำข้าวหมัก)
พวก “ชอ” โดยดิชั้น เป็นแกนนำ ก็เริ่มบรรยายสรรพคุณและรสชาติของอาหาร โดยมีลูกคู่เป็นระยะ ๆ กลุ่ม “เจ” เป็นเป้าหมาย เพราะจะทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการค้อนควัก
แต่บางคนจะไปขอลากิจ แต่ปิดทำการไปซะก่อนโดยยื่นใบลามิได้
เป็นที่เฮฮายิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายเจบางคนที่กาปฏิทินล่วงหน้าบอกว่าจะมา “ล้างท้อง” กันเมื่อไร…. บาปเห็นๆ ฮิ๊วๆ
ส่วนการรับประทานวันนั้น อิชั้นเรียกว่ารับทานแบบสมานฉันท์
เพราะในโลกนี้เต็มไปด้วย แบบหยิน-หยาง เพื่อสร้างของสมดุลย์ แล้วก็ให้มนุษย์ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกใบนี้ได้
ดี-เลว ถูก-ผิด ขม-หวาน พระเอก-ผู้ร้าย ความจริง-ความลับ รัก-เกลียด รวย-จน อ้วน-ผอม วนิดา-พิสมัย หมวย-น้องน้ำหวาน กระทั่ง เหลือง-แดง (ที่ไม่ใช่สี)
การเรียนรู้เรื่องสิ่งตรงข้าม ในระบบโรงเรียนสอนกันมาตั้งแต่สมัยอนุบาลที่นิยมให้เด็กจับคู่สิ่งตรงข้าม มีทั้งให้โยงเส้นกันบนกระดาษ หรือจะไฮเทคล้ำยุคแบบแบบออนไลน์
ประโยชน์มีไว้เพื่อให้รู้จักการจำแนก แยก ความเหมือน ความต่าง และสิ่งตรงกันข้าม พัฒนาทักษะการใช้เหตุผลในการคิดเพื่อการตัดสินใจ ให้รู้จักการสังเกต คิดเชิงวิเคราะห์ แยกแยะ และอธิบายโดยใช้เหตุผล
คนคิดหลักสูตรคงให้สอนตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เพราะ เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า …….
โดยปกติแล้วทุกเทอมพี่ๆ น้องๆ ชอบนัดกันไปนั่งกินหมูกระทะ ทั้งที่ไปทีไรกลับไปได้เรื่องทุกที แต่ด้วยความที่ลุกนั่งสะดวก นั่งได้นานๆ เด็กๆ จะสนุกกับกิจกรรมตัก ปิ้ง ย่าง
สมัยก่อนที่บรรดาลูกๆ ยังกินฟรี หรือครึ่งราคา พวกเราจะเป็นคนตักมาให้ ตอนนี้สบายกันแล้วเพราะจะนั่งปักหลักคอยบัญชาการให้เด็กๆ เป็นคนจัดการ
การที่เด็กๆมาอยู่รวมกัน อย่างน้อยพวกเขาก็ได้เรียนรู้เรื่องกฎ กติกา มารยาท และการเคารพซึ่งกันและกัน เพราะแต่ละบ้านจะมีวิธีการสอนลูกต่างกัน แล้วลูกของแต่ละบ้านก็จะต่างกัน
อย่างเรื่องเล็กแบบเลือกตักอาหาร มีบางคนชอบอย่างนั้น บางคนไม่ชอบ แล้วเอามาเป็นอารมณ์ประกาศว่าไม่อร่อยเลย กินไปได้อย่างไร
พอได้ยินแบบนี้ พวกแม่ๆ ป้าๆ น้าๆ จะส่งเสียง “ปราม” สอนให้รู้จักคำว่า “เคารพ” “สิทธิ” ความเป็นส่วนตัวของพี่น้อง ให้รู้จักอยู่กับความ “ต่าง” แบบ “ปรองดอง”
โดยหวังว่าหากพวกเราแก่เฒ่าไปอย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีพี่ๆ น้องๆ นอกไส้ เป็นที่ปรึกษา เป็นแบบอย่างให้ได้เรียนรู้ จะได้อยู่รอดแบบมั่นคง แข็งแรงและเชื่อมั่น
การไปแบบนี้จะสนุกตรงที่เราจะใช้เวลาในการคุยๆๆๆ เพราะปกติ ต่างคนต่างพบหน้ากันแบบแว๊บๆ แถมยังเป็นพื้นที่เปิดใจ ทำความเข้าใจกันตามบรรยากาศของร้านที่เปิดโล่ง กิจกรรมต่างๆ ในห้องสมุดหลายเรื่องได้จากที่นี่เช่นกัน ไปกันตั้งแต่ห้าโมง กลับโน่นสี่ทุ่ม
จะขยับตัวต่อตอนกลับบ้านเท่านั้น ถึงว่าสิรอบเอวขยายเพิ่มขึ้นทุกปี
การให้เวลากับตัวเองแบบชิวๆ ผ่อนคลายกับชีวิต ปล่อยวาง ปลง หัวเราะเสียงดังๆ เล่นตลกๆ กับลูกหลานบ้างชีวิตมีสุขขึ้นเยอะ ยิ่งได้คุยมากก็จะทำให้เราคิดอะไรๆ ได้มากขึ้นตามไปด้วย
กลับบ้านน้องเต็มรายงานว่า แม่คะๆ พี่ตองบอกว่าแม่จะพาไป “ภูเรือ” ต๊ายยยยตายยยย บอกว่าไป “ดูเรือ” ตะหาก
นี่ขนาดลูกนะยังมี error communication นับประสาอะไรกับคนที่ไม่ใช่ลูก!
ปล. ฝากข่าวถึงคนที่ไปวันนั้นว่ามันจะเขียนอะไรวะ …ว่าอะฮั้นเขียนแล้วนะจ๊ะตามคำขอ
4 thoughts on “Match the Opposite to Opposite Eating”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
Match the Opposite to Opposite Eating
ไม่เขียนได้มะ…ขอคำอย่างเดวววว กะ ชื่อ บทตอนของเธรออออ
หุหุหุ
พลาดๆ ขอขำ ม่ะช่าย ขอคำ อิอิอิ
เอาซะอีกที…..
กร๊ากสสสสสสสสสสสสสสสสสสส กรั๊ก กรั๊ก กรัก
……………………..
อันที่จริงว่าจะขอขำอย่างเดว แต่ก็อดม่ะด้ายหรอก ตาปาสาเรา
แบบว่า ซีมาร์โลชั่่น ก็เอาม่ะค่อยอยู่น่ะ
ก็ถูกของคุณสม…
เพราะในโลกนี้เต็มไปด้วย หยิน-หยาง เพื่อสร้างของสมดุลย์
ให้มนุษย์ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกใบนี้…
อันนั้นมัน ธรรมชาติ ของ ธรรมชาติ ว่ามะ
แต่อย่าลืมว่า ธรรมชาติ ที่ธรรมชาติ มากกว่า
และสุดจะหยั่งคะเนยิ่งกว่า…ธรรมชาติของคนไง…
คนมีรัก ชื่น ขื่น ชัง ไม่ว่าฝากฝั่งอุษาคเนย์ หรือ ฝาหรั่งตาน้ำข้าว
คนที่มักยกตนเองว่าเป็นมนุษย์สุดประเสริฐ…มีสติปัญญา
เป็นสัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล เป็นสัตว์ที่มีจิตใจสูง
ทั้งหมดทั้งมวล ไม่มีมาตรา ชั่ง ตวง วัด ใด มาแปรค่านะ
ว่าอย่างไร คือสติ คือเหตุผล คือความมีจิตใจสูง
ทั้งหมดทั้งมวลเราจับวัดกันด้วย “ความรู้สึก” จริงมะ
ความรู้สึกใดต้องจริตคน หรือ เหล่าผู้เรียกตนเองว่า มนุษย์ มากมาย
ก็เป็นอันตีความกันได้ว่า นั่นล่ะ เหตุผลที่ถูกต้อง สังคมยอมรับ
โดยที่บางครั้งสังคมหลงลืมภาวะปัจจัยแวดล้อมโดยรอบด้านและลึกซึ้ง
บางครั้ง บางที เราจึงจำพิพากษาไปตามเหตุปัจจัยที่ประจักษ์
เพราะปัจจัยแฝงเร้น มิอาจถูกนำมาเปิด เผย หรือ บอกกล่าว
เหตุ และ ผล ของแต่ละคนมีต่างกัน ดังนั้น
ดีที่สุด สำหรับ ใครคนหนึ่ง
อาจไม่ใช่ สำหรับใครบางคน หรือ หลายคน
ถูกที่สุด สำหรับ ใครคนหนึ่ง
อาจไม่ใช่ สำหรับใครบางคน หรือ หลายคน
เลวที่สุด สำหรับ ใครคนหนึ่ง
อาจไม่ใช่ สำหรับใครบางคน หรือ หลายคน
ความต่างไม่ใช่สาเหตุ ของความไม่ปรองดอง
ความถูกต้อง เหมาะควร หรือเปล่า
ที่เรายังมิอาจเปิดใจ…ให้กัน…และพูดจา
แด่เพื่ิอนผู้จากไป และฝากไว้สำหรับเพื่อนที่ยังคงอยู่
พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว แต่ทำอย่างไร ให้เป็นเช้าที่สดใส
สำหรับใคร…ทุกๆ คน
หากเรายังต้องดำรงอยู่…เราจะมิหันกลับมอง
และทบทวนร่วมกัน…ล่ะหรือ??
ชื่อนี้คิดหลังจากลื่นปรื้ดเกือบตกกะไดตอนไปดูเรือซากรืซเชียวนะวุ๊ยส์ เธอว์น่ะคิดไกลตามเรือไปปล่าว ไอ้พวกนี้มันยุให้เอารูปบิลสมานฉันท์กับหัวปลาขึ้น 555 เกรงใจคุณadmin รูปยิ่งหายๆ อยู่ ครั้งหน้าหมูกะทะจงเจริญ
ไม่ต้องเกรงใจคุณ admin เค้าหรอก ตามบายเลย…
ส่วนที่ว่าดี-เลว ถูก-ผิด ขม-หวาน…เพื่อสร้างความสมดุลย์ มันก็จริงนะพี่…ถ้ามันไม่มีอย่างหนึ่ง เราก็ไม่รู้ถึงอีกอย่างนึง ในตัวตนของแต่ละบุคคลก็ย่อมมีสิ่งเหล่านี้อยู่ จะมากหรือน้อยก็อยู่ที่จิตใต้สำนึกเบื้องลึกที่อยู่ก้นบึ้งของจิตใจ ว่าในแต่ละช่วงเวลา สำนึกส่วนดีมีมากกว่าสำนึกส่วนเลว หรือสำนึกส่วนเลวมีมากกว่าสำนึกส่วนดี
แต่ทั้งหมดทั้งมวล ระหว่างดีเลว หรือบุญบาป มันก็ต้องมองแยกกัน บางช่วงก็ต้องชดใช้บาป บางช่วงก็ไปกินบุญ ต่างกรรมต่างวาระ…สาธุ…หุหุ