ใน 1 ปีจะมีช่วงเวลาที่ครอบครัวได้ไปท่องเที่ยวกัน 3 ครั้งคือ ช่วงปิดเทอมใหญ่ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม ช่วงปิดเทอมเล็กเดือนตุลาคม และช่วงปีใหม่ จึงเป็็นช่วงเวลาที่มีค่ายิ่ง เป็นการพาลูกไปเรียนรู้สิ่งใหม่นอกเหนือจากที่เค้าได้เรียนรู้จากห้องเรียน จากเพื่อนๆ จากสังคมของพ่อและแม่ และตัวเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับลูกด้วยเช่นกัน สิ่งที่บอกได้อย่างหนึ่งคือ การเรียนรู้วิถีชีวิต แนวคิด และวัฒนธรรมประเพณีของคนพื้นถิ่นที่เราไป ต่างถิ่น …
Month: June 2009
เมื่อวันพฤหัสบดีหนูอ้อไม่มาทำงาน เลยทำหน้าที่ตรวจหนังสือพิมพ์แทน เป็นเรื่องจนได้มีบทความที่อ่านแล้วชอบมากอยู่สองเรื่อง ที่รู้สึกว่าทำให้กระตุกความคิดและทำให้คิดต่อได้มากมาย
บทความเรื่องแรกชื่อเกียวกับที่โพสต์คือเรื่อง “สังคมนินทา” อยู่ในคอลัมภ์ในหน้าบันเทิง ของหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 2552เขียนโดย “ลำแข” สรุปความมาให้อ่านว่า
ทฤษฎีทางมานุษยวิทยาทฤษฎีหนึ่งบอกไว้ว่าการนินทาของคนในสังคมเกษตรอย่างบ้านเราให้ประโยชน์เหมือนการกำกับพฤติกรรมผู้คนในสังคมไปด้วยในตัว การนินทาที่ว่านี้ไม่ได้หมายเพียงเที่ยวไปเจ๊าะแจ๊ะเรื่องเป็นเรื่อง เรื่องไม่เป็นเรื่องของชาวบ้านด้วยกันไปวันๆ แต่หมายรวมถึงการบอกเล่าโดยตรงบ้าง ปากต่อปากบ้าง ในการช่วยกันดูแลสังเกตคนที่อยู่ร่วมกัน …
ทุกวันนี้คนทั่วโลกสามารถผลิตกระดาษได้ด้วยความเร็วถึงนาทีละ 670 ตัน หมายถึงว่าต้นไม้ 40 ต้นถูกโค่นลงในแต่ละนาที ในแต่ละวันเราใช้ กระดาษกันหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระดาษชำระ กระดาษโน้ต กระดาษเอกสาร ถ้วยกระดาษ หลายคนใช้กระดาษเพียงครั้งเดียวก็ทิ้งเป็นขยะโดยไม่เห็นคุณค่า กระดาษบางแผ่นถูกทิ้งก่อนที่จะถูกใช้งานเสียด้วยซ้ำ เพียงเพราะเห็นว่า มันเลอะเทอะหรือสกปรก หรือยับยู่ยี่ หากมันเป็นขยะแล้วถูกเก็บไปขายก็จะถูกนำไป …
เคยได้นำเสนอแนวคิดและได้มีการทำออกมาเป็นรูปร่างในระดับหนึ่ง คื่อ Open Learning Space ที่อยู่ตรงข้ามกับ 7/11 ซึ่งเป็นรูปร่างที่ไม่ได้คิดมาถึงขนาดนี้ในตอนเริ่มแรก คิดถึงแต่พื้นที่เปิดขนาดหนึ่งที่ไม่ไม่รั้วกรอบขอบเขตกั้นความคิดส้รางสรรค์ที่จะเกิดขึ้น แล้วก็คิดแต่เพียงว่าเมื่อไปเห็นอะไรที่คิดว่าดีจากที่อื่นก็อยากเอามาปรับประยุกต์ใช้ในมหาวิทยาลัยของเราบ้าง เนื่องจากประมาณช่วงสองสามปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสทำงานกับศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ และก็ได้มีโอกาศเดินทางไปประชุม สัมมนาทั้งในและนอกประเทศบ่อยพอสมควร สิ่งที่ได้ติดหัวติดหูติดความคิดกลับมาเรื่องหนึ่งก็คือการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ ทั้งบนดิน บนอากาศ (Wireless) บนผนัง หรือมุมต่างๆ ในการให้บริการกับผู้คนทั้วไปโดยเฉพาะนักศึกษาของเรา …
อาการนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่เห็นพี่น้องผองเพื่อนเขียน blog หรือเวลาใครทำอะไรๆ ให้ใคร ที่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเราตัวเองคิดว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เช่น การเกิดขึ้นของครัวคุณนาย แอบเห็นใครสักคนที่วิ่งไปถือของให้ใครๆ เห็นว่าใครวิ่งมาเปิดประตูเมื่อพบว่าเพื่อนลืมบัตร หรือเห็นใครสักคนก้มลงหยิบเศษกระดาษหน้าห้องสมุด หรือเดินจูงมือกันไปกินข้าว หรือโทรศัพท์หาเพื่อนยามมีสุขหรือทุกข์ร้อน รวมทั้งการอยู่เวรแทน อาการเป็นปลื้มก็จะเกิดขึ้นได้กับตัวเองทุกวัน โดยไม่จำกัดสถานที่และโอกาส
เมื่อวันจันทร์มีเรื่องเป็นปลื้มแต่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวคือ ได้มีโอกาสเขียนบทความใน http://librarianmagazine.com/ ตามคำชักชวนของพี่เจน …
เช้านี้มาเจอคนพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องเอาแต่ยิ้มจนหน้าบานเป็นจานเชิงแล้วก็ให้เราดูบทความอะไรบางอย่างๆ ที่เกี่ยวการสรุปเรื่องราวจากการสัมมนางาน CONSAL ที่เวียดนาม อ่านแล้วก็ยังงงๆ เพราะไม่รู้หัวข้อและต้นสายปลายเหตุ จนแกถามว่าอ้าวไม่ตื่นเต้นเหรอ ผมก็บอกว่าจะให้ตื่นเต้นอะไรล่ะ เรื่องอะไร อ่านและก็รู้อยู่คนเดียวไม่เผื่อแพร่ต้นเหตุอ้างอิง จนพี่เจนที่เกษตรคุยมาทาง GOOLGE CHAT แล้วก็ส่งลิงค์มาให้ http://singaporelibrariesbulletin.wordpress.com/2009/06/08/impressions-of-southeast-asian-libraries-from-papers-presented-at-consal-xiv-april-20-23-2009/ ก็เลยรู้ว่ามีคนเขียนชื่นชมประทับใจงานที่นำไป present ในงาน CONSAL ที่เวียดนาม …
บ่ายแก่ๆ คณะเก็บข้อมูลก็เิดินทางออกจากบ้านคุณลุงสมบุญ เพื่อไปที่บ้านคุญยายทองอยู่ที่ ต. คูบัว ซึ่งทริปหลังนี้ได้อาจารย์บุญชัย อาจารย์จากวิทยาลัยในวังชายเพื่อนของอาจารย์สุรศักดิ์เป็นวิทยากรพิเศษ เนื่องจากอาจารย์ได้ทุนจากสมเด็จพระเทพฯ เพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับผ้าไท-ยวน โดยอาจารย์ได้เข้าไปเก็บข้อมูลเป็นเวลาถึง 5 ปีเต็ม และได้ทูลเกล้าถวายข้อมูลหนังสือไปเรียบร้อยแล้ว จึงรู้จักเป็นอย่างดีกับคุณยายทองอยู่ ดังนั้นคณะของเราจึงสามารถเก็บรูปและข้อมูลกันสะดวก คุญยายทองอยู่ กำลังหาญเป็นลูกของคุณยายซ้อน กำลังหาญ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ผ้าจกคูบัว ซึ่งบ้านหลังนี้องค์สมเด็จพระเทพฯ …